ราชินีผักใบเขียว

Kale

ผักเคล (Kale) เป็นผักใบเขียวที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งผักใบเขียว” เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามิน A, C, K, แร่ธาตุสำคัญ และสารต้านอนุมูลอิสระ 

นอกจากนี้ยังเป็นผักที่มีแคลอรีต่ำ ไฟเบอร์สูง และเหมาะกับการรับประทานเพื่อสุขภาพ ผักเคลเป็นที่นิยมในหมู่ผู้รักสุขภาพและคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เล็กน้อยคล้ายผักโขม แต่มีความกรุบกรอบมากกว่า 

ประเภทของผักเคลมีหลายสายพันธุ์ เช่น เคลใบหยิก (Curly Kale), เคลใบเรียบ (Lacinato Kale) และเคลสีม่วง (Red Russian Kale) เป็นต้น ผักเคลสามารถปลูกได้ง่ายในหลายสภาพอากาศ และสามารถปลูกได้ทั้งในกระถางและแปลงดิน โดยสามารถเติบโตได้ดีในอุณหภูมิที่เย็น  

ผักเคลคืออะไร?  

ผักเคล (Brassica oleracea var. acephala) เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี บรอกโคลี และกะหล่ำดอก มีลักษณะเด่นที่ใบหยิกหรือเรียบ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ นิยมรับประทานสดหรือปรุงอาหาร เช่น ทำสลัด สมูทตี้ ผัด และซุป  

คุณค่าทางโภชนาการของผักเคล (ต่อ 100 กรัม)  

  • พลังงาน: 35 กิโลแคลอรี  
  • โปรตีน: 2.9 กรัม  
  • ไฟเบอร์: 4.1 กรัม  
  • วิตามิน A: 241% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน  
  • วิตามิน C: 200% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน  
  • วิตามิน K: 684% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน  
  • แคลเซียม: 150 มิลลิกรัม  
  • ธาตุเหล็ก: 1.5 มิลลิกรัม  

*ตัวเลขของคุณค่าทางโภชนาการ อาจแตกต่างกัน 

ประโยชน์ของผักเคล  

  • ช่วยบำรุงสายตา – ผักเคลมีลูทีนและซีแซนทีนซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อม  
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน – มีวิตามิน C สูง ช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น  
  • ช่วยลดน้ำหนัก – มีแคลอรีต่ำ แต่ให้ไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มนานและช่วยควบคุมน้ำหนัก  
  • ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ – สารต้านอนุมูลอิสระในผักเคลช่วยลดการอักเสบและลดระดับคอเลสเตอรอล  
  • ช่วยบำรุงกระดูก – วิตามิน K และแคลเซียมในผักเคลช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง  
  • ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย – ผักเคลมีสารซัลโฟราเฟนที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย  


ประเภทของผักเคล  

1. เคลใบหยิก (Curly Kale)  

  • มีใบหยักและเป็นที่นิยมมากที่สุด  
  • รสชาติขมนิด ๆ กรอบเมื่อทานสด  
  • เหมาะสำหรับทำสลัด ผัด และทอดกรอบ  

2. เคลใบเรียบ (Lacinato Kale หรือ Dinosaur Kale)  

  • ใบยาวเรียบ สีเขียวเข้ม มีผิวขรุขระเล็กน้อย  
  • รสชาติอ่อนกว่าประเภทใบหยิก  
  • นิยมใช้ในซุปและสลัด  

3. เคลสีแดง-ม่วง (Red Russian Kale)  

  • ใบกว้าง สีเขียวอมแดง มีเส้นใบสีม่วง  
  • รสชาติหวานเล็กน้อย  
  • นิยมรับประทานสดและนำไปคั้นน้ำ  

4. เคลไซบีเรีย (Siberian Kale)  

  • ใบสีเขียวซีดและมีความหนากว่าเคลประเภทอื่น  
  • ทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ดี  
  • เหมาะสำหรับปลูกในฤดูหนาว  


วิธีปลูกผักเคล และดูแล  

 1. การเตรียมดิน  

  • เลือกดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ระบายน้ำได้ดี มีค่า pH 6.0-7.5  
  • ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร  

2. วิธีปลูก  

  • เพาะเมล็ด: หยอดเมล็ดลงในถาดเพาะกล้า ลึกประมาณ 0.5 ซม. รดน้ำให้ชุ่มและรอให้ต้นกล้าเติบโต 3-4 สัปดาห์  
  • ย้ายปลูก: นำต้นกล้าที่แข็งแรงลงปลูกในแปลงหรือกระถางโดยเว้นระยะห่าง 30-45 ซม.  
  • การปลูกในกระถาง: เลือกกระถางที่มีขนาด 12 นิ้วขึ้นไปและมีรูระบายน้ำ  

3. การดูแลรักษา  

  • การรดน้ำ: ควรรดน้ำวันละครั้งในช่วงเช้าหรือเย็น อย่าให้ดินแฉะเกินไป  
  • การให้ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยไนโตรเจนทุก 2 สัปดาห์  
  • การป้องกันโรคและแมลง: ระวังหนอนผีเสื้อ เพลี้ยอ่อน และราน้ำค้าง ใช้วิธีปลูกพืชหมุนเวียนหรือใช้สารชีวภาพกำจัด  

4. การเก็บเกี่ยว  

  • สามารถเริ่มเก็บใบได้เมื่ออายุประมาณ 60-75 วัน  
  • เก็บใบจากล่างขึ้นบน เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตต่อไป  
  • สามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 3-4 เดือน  


บทสรุป  ผักเคลเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น เคลใบหยิก เคลใบเรียบ และเคลสีม่วง เป็นต้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น บำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยลดน้ำหนัก การปลูกผักเคลทำได้ง่าย สามารถปลูกได้ทั้งในแปลงดินและกระถาง โดยต้องเตรียมดินให้เหมาะสม ดูแลรดน้ำให้เพียงพอ และป้องกันศัตรูพืชอย่างเหมาะสม หากดูแลดี ผักเคลสามารถให้ผลผลิตได้นานและเป็นแหล่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

0 Post a Comment

ใส่คำแนะนำในส่วนนี้ได้เลยค่ะ

Recent Posts